รู้หรือไม่! ผลวิจัยชี้ว่า การวิ่งทำได้ง่ายแถมช่วยให้ตายช้า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีผลวิจัยจากหลายที่เผยว่า การวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุดในบรรดากิจกรรมเสียเหงื่อแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นการวิ่งที่ไหนๆ เช่น บนเขา ริมแม่น้ำ ในเมือง ชนบท กลางวันหรือกลางคืน เพศไหน อายุเท่าไร ก็สามารถทำได้ แม้แต่ผู้ทุพพลภาพก็สามารถวิ่งได้เช่นกัน อย่างเช่นงานวิ่งต่างๆก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลบุคคลกลุ่มนี้ เช่นการใช้วีลแชร์ในการวิ่งก็เป็นที่นิยมมากขึ้น

สำหรับการวิ่งยังทำให้ร่างกายแข็งแรง ลดโรค ที่สำคัญรักษาโรคต่างๆได้!!

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นเพิ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับการวิ่งที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Sports Medicine ว่า นักวิ่งจะมีโอกาสเสียชีวิตช้ากว่าคนที่ไม่วิ่งอย่างเห็นได้ชัด

การวิจัยทำในมนุษย์ 230,000 คน โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่อายุ 5 ขวบครึ่ง – 35 ปี เก็บข้อมูลด้วยการแบ่งกลุ่มคนที่วิ่งกับคนที่ไม่วิ่ง ซึ่งในกลุ่มคนที่วิ่งนั้นเพียงแค่วิ่งเดือนละ 1 ครั้ง ก็สามารถนับรวมในกลุ่มนี้ได้แล้ว ตลอดการวิจัยมีผู้เสียชีวิต 25,951 คน และพบว่าคนที่วิ่ง(แม้จะแค่เดือนละครั้ง) จะมีเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตน้อยลง และโอกาสลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด 30% ลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งได้ 23 %

แล้วการวิ่งแบบไหนที่จะดีกับร่างกายมากกว่ากัน? นี่คือคำถามที่หลายคนอยากรู้

คำตอบของผลวิจัย บอกว่า การวิ่งในความเร็วที่ให้ความรู้สึกดีกับตัวเองที่สุด ย่อมเป็นการวิ่งที่ดีที่สุดของคนๆ นั้น มันไม่เกี่ยวว่าจะต้องเพซให้เร็วถึงจะดีกว่าคนที่วิ่งเพซช้า แค่ให้ออกมาวิ่งร่างกายก็จะได้รับประโยชน์ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพร่างกาย น้ำหนัก โรคประจำตัว เพราะทุกคนย่อมมีร่างกายไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการวิ่งความเร็ว 8 กม./ชั่วโมง(เพซ 7.30) ถึง 13 กม./ชั่วโมง(เพซ 4.37) ก็ให้ประโยชน์กับร่างกายไม่ต่างกัน นอกจากนี้การวิ่งอาจจะทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้เนื่องจากมีนักวิ่งจำนวนหนึ่งเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตระหว่างการวิ่ง แต่ผลวิจัยบอกว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ

ดร.เซจโก้ เปดิซิช นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ในประเทศออสเตรเลีย เผยว่า การวิ่งในทุกรูปแบบต่างๆ ให้ประโยชน์กับผู้วิ่งทั้งนั้น เพียงแค่วิ่งสัปดาห์ละครั้งหรืออาจจะแค่สัปดาห์ละ 50 นาที จะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่วิ่งมากกว่านั้นจะต้องลดลงให้เหลือแค่ 50 นาทีต่อสัปดาห์

ขณะที่ ดร.ชาร์ลี ฟอสเตอร์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ เผยว่า สำนักการแพทย์ของอังกฤษบอกกับคนที่จะเริ่มวิ่งว่าการที่คนค้นหากิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ชอบให้เจอแล้วตั้งใจทำมันถ้าไม่สามารถวิ่งได้ก็ลองหันมาเดินให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถาหากเรื่องราวดังกล่าวเป็นไปตามผลการวิจัยก็เชื่อเหลือเกินว่านักวิ่งใน “บุรีรัมย์ มาราธอน” ทุกคนน่าจะอายุยืนกันถ้วนหน้า

และคงได้เจอกันที่บุรีรัมย์ทุกปี เพราะเราจะวิ่งจนแก่ไปด้วยกัน!!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

↑ Back To Top ↑